ในยุคที่ใครหลายคนหันมาทำธุรกิจออนไลน์ที่น่าสนใจ การมีสินค้าที่ดีอาจยังไม่พอ หากเราไม่รู้ว่าจะนำสินค้าไปวางขายที่ไหนให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ให้เหมาะสมกับประเภทธุรกิจจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดประตูสู่ยอดขายได้อย่างเติบโต สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังสงสัยว่าช่องทางออนไลน์มีอะไรบ้าง และควรเริ่มต้นขายออนไลน์จากจุดไหนดี แพ็คให้ รวบรวม 10 ช่องทางยอดฮิต พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่าแพลตฟอร์มไหนเหมาะกับใคร เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกช่องทางการขายของออนไลน์ได้ตอบโจทย์ที่สุด
แพลตฟอร์มออนไลน์คืออะไร ทำไมคนขายสินค้าออนไลน์ต้องรู้
ก่อนจะไปดูว่ามีแอปพลิเคชันไหนน่าสนใจ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแพลตฟอร์มออนไลน์คืออะไร สรุปง่ายๆ แพลตฟอร์มคือพื้นที่ดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายให้มาเจอกัน โดยตัว Online Platform เหล่านี้จะมีระบบอำนวยความสะดวกหลังบ้านเตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นระบบอัปโหลดรูปภาพสินค้า ระบบตะกร้า ช่องทางการสั่งซื้อ ระบบชำระเงิน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับบริษัทขนส่ง
การนำสินค้าไปวางไว้บน Online Shopping Platform ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและสร้างยอดขายได้มากกว่าการรอให้ลูกค้าเดินมาหน้าร้านเพียงอย่างเดียว
10 แอป / แพลตฟอร์ม / ช่องทางออนไลน์ และเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ยอดนิยมที่มาแรง
หากจะแบ่งหมวดหมู่ว่า Platform มีอะไรบ้าง เราสามารถจัดกลุ่มช่องทางการขายออนไลน์หลักๆ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระบบมาร์เก็ตเพลส โซเชียลคอมเมิร์ซ และเว็บไซต์ส่วนตัว มาดูกันว่าร้านค้าออนไลน์ยอดนิยมในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันไหนน่าสนใจบ้าง
– หมวดหมู่มาร์เก็ตเพลส Marketplace
กลุ่มนี้คือตลาดนัดออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีคนพร้อมเข้ามาซื้อของออนไลน์อยู่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Traffic คนเข้าชมร้านจำนวนมาก

1. Shopee
ถือเป็น E-Commerce Platform อันดับต้นๆ ในไทยที่คนนึกถึงเป็นอันดับแรก มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่และมีฟีเจอร์ช่วยกระตุ้นยอดขายครบครัน ทั้งระบบโค้ดส่วนลด การจัดแคมเปญใหญ่ประจำเดือน และฟังก์ชัน Live สดที่เปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าพูดคุยโต้ตอบกับลูกค้าได้ทันที สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นแต่ยังไม่มีไอเดียเรื่องสินค้า สามารถเข้าไปหาแรงบันดาลใจได้ที่บทความ 10 สินค้าขายดีใน Shopee ของเราได้เลยครับ
- จุดเด่น คือมีระบบชำระเงินที่ปลอดภัย มีระบบขนส่งรองรับหลากหลาย และมีเครื่องมือการตลาดให้เลือกใช้เยอะมาก
- ข้อควรระวัง คือมีการแข่งขันเรื่องราคาสูง และมีค่าธรรมเนียมการขายที่ต้องคำนวณให้ดีก่อนตั้งราคา

2. Lazada
อีกหนึ่งแอปขายของออนไลน์ยอดนิยมที่เป็นคู่แข่งตีคู่กันมาอย่างยาวนาน โดดเด่นเรื่องฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและระบบแคมเปญประจำเดือนอย่าง Mega Sale ที่ช่วยสร้างยอดขายได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ผู้ขายมือใหม่ควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้าง ค่าธรรมเนียม Lazada อย่างละเอียด เพื่อวางแผนกำไรและตั้งราคาสินค้าได้อย่างแม่นยำ
- จุดเด่น คือมีระบบจัดการหลังบ้านที่ค่อนข้างเป็นมืออาชีพ มีการสนับสนุนร้านค้าอย่างเป็นระบบ และมีฐานลูกค้ากลุ่มโตที่นิยมซื้อสินค้าชิ้นใหญ่หรือสินค้าแบรนด์เนม
- ข้อควรระวัง คือระบบหลังบ้านอาจมีความซับซ้อนสำหรับผู้เริ่มต้น และต้องคอยอัปเดตเงื่อนไขการให้บริการอยู่เสมอ

3. TikTok Shop
ช่องทางขายของออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุดในยุคนี้ ชูจุดเด่นเรื่อง Shoppertainment ที่นำความบันเทิงจากวิดีโอสั้นและการไลฟ์สดมารวมเข้ากับการช้อปปิ้งได้อย่างลงตัว ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นจากอัลกอริทึมที่ช่วยดันคอนเทนต์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย สำหรับใครที่อยากรู้ว่าสินค้าประเภทไหนกำลังขายดีบนแพลตฟอร์มนี้ แนะนำให้อ่านบทความ 10 สินค้าขายดีใน ติ๊กต๊อก เพิ่มเติมได้ครับ
- จุดเด่น คือไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามเยอะก็สามารถสร้างยอดขายหลักแสนได้หากคอนเทนต์โดนใจ และมีระบบช่วยขายผ่าน Affiliate ที่ให้ Creator คนอื่นช่วยโปรโมตสินค้าให้เราได้
- ข้อควรระวัง คือต้องสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ สินค้ามาไวไปไว และต้องรักษามาตรฐานการจัดส่งให้ทันตามเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มกำหนด

4. Thaimart
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดดเด่นในการเป็นศูนย์รวมสินค้าจากผู้ประกอบการและผู้ผลิตในไทยอย่างครบวงจร มีระบบที่รองรับการขายทั้งในรูปแบบขายปลีกและขายส่ง
- จุดเด่น คือเหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการหาแหล่งกระจายสินค้าไทย หรือสร้างฐานลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าราคาส่งไปขายต่อ รวมทั้งมีการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
- ข้อควรระวัง คือปริมาณ Traffic ผู้ใช้งานโดยรวมอาจจะยังไม่สูงเท่าแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต่างชาติ จึงต้องใช้การโปรโมตควบคู่กันไป

– หมวดหมู่สร้างเว็บขายของออนไลน์ E-Commerce Platform
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างรากฐานธุรกิจอย่างมั่นคง การมีเว็บไซต์ขายของออนไลน์เป็นของตัวเองคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว
9. WordPress
ระบบสร้างเว็บไซต์ยอดนิยมระดับโลกที่มาพร้อมกับปลั๊กอินอย่าง WooCommerce ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนเว็บธรรมดาให้กลายเป็นร้านค้าออนไลน์ที่สมบูรณ์แบบได้ตามต้องการ ปรับแต่งโครงสร้าง ระบบชำระเงิน และดีไซน์หน้าตาเว็บได้อย่างอิสระ
- จุดเด่น คือคุณเป็นเจ้าของข้อมูลและระบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องเสียค่าส่วนแบ่งยอดขายให้ใคร และรองรับการปรับแต่งโครงสร้าง SEO เพื่อติดอันดับการค้นหาบน Google ได้ดีที่สุด
- ข้อควรระวัง คือต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านการดูแลเว็บไซต์ หรือต้องมีทีมงานคอยอัปเดตระบบและดูแลความปลอดภัยของเซิร์ฟเวอร์
10. Shopify
แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ขายของออนไลน์สำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ใช้งานง่ายโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด มีเทมเพลตสวยงามและระบบหลังบ้านที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ หากต้องการทำความเข้าใจฟังก์ชันและความคุ้มค่าในการใช้งาน แนะนำให้อ่านบทความเรื่อง Shopify คืออะไร เพื่อช่วยในการตัดสินใจครับ
- จุดเด่น คือเปิดใช้งานได้รวดเร็ว ระบบมีความเสถียรสูง รองรับการขายสินค้าไปยังต่างประเทศ และมีแอปพลิเคชันเสริมให้เลือกต่อเติมฟังก์ชันได้หลากหลาย
- ข้อควรระวัง คือมีค่าบริการรายเดือนคงที่ และมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเมื่อใช้บริการช่องทางการชำระเงินภายนอก
เปรียบเทียบ ช่องทางการขายออนไลน์ แต่ละแบบเหมาะกับใคร
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาสรุปข้อดีและข้อพิจารณาของแต่ละ Platform Online กัน
1. ฝั่งมาร์เก็ตเพลส (Marketplace)
ข้อดีคือมีผู้ซื้อเดินพลุกพล่านพร้อมจ่ายเงินเสมอ ระบบหลังบ้านพร้อมใช้งาน แต่ข้อพิจารณาคือต้องสู้รบกับสงครามราคาและมีค่าธรรมเนียมการขายตามที่แพลตฟอร์มกำหนด
2. ฝั่งโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social)
ข้อดีคือพูดคุยกับลูกค้าได้ใกล้ชิด สร้างแบรนด์ดิ้งได้ชัดเจน แต่ข้อพิจารณาคือต้องขยันทำคอนเทนต์ดึงดูดใจ และบางครั้งระบบจัดการออเดอร์อาจจะไม่เป็นระบบหากไม่มีตัวช่วยหลังบ้าน
3. ฝั่งเว็บไซต์ส่วนตัว (Website)
ข้อดีคือแบรนด์ดูน่าเชื่อถือ ไม่ต้องแบ่งค่าส่วนส่วนลดให้ใคร และเก็บข้อมูลลูกค้าได้เอง แต่ข้อพิจารณาคือต้องใช้เวลาและงบประมาณในการสร้างรวมถึงโปรโมตเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก
4 เช็กลิสต์เตรียมความพร้อมก่อนนำสินค้าขึ้น แพลตฟอร์มออนไลน์
ก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปเปิดร้านที่ช่องทางไหน การเตรียมข้อมูลพื้นฐานให้แน่นคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณดูเป็นมืออาชีพและดึงดูดลูกค้าได้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าคุณจะเลือกขายช่องทางใดก็ตาม ควรเตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ครับ
1. รูปภาพและวิดีโอต้องสะกดสายตา
ลูกค้าไม่สามารถหยิบจับสินค้าจริงได้ ภาพถ่ายที่จัดแสงสวยงาม เห็นสินค้าชัดเจนทุกมุมมอง และวิดีโอสาธิตการใช้งานสั้นๆ จึงเป็นสิ่งแรกที่ทำให้คนหยุดนิ้วดู
2. การตั้งชื่อและรายละเอียดสินค้า
ควรตั้งชื่อสินค้าให้มีคีย์เวิร์ดที่คนทั่วไปมักจะค้นหา และเขียนรายละเอียดคุณสมบัติ วิธีใช้ หรือขนาดให้ครบถ้วน เพื่อลดคำถามซ้ำซ้อนและเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อ
3. คำนวณต้นทุนแฝงอย่างรอบคอบ
แต่ละช่องทางการขายออนไลน์มีค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งและเงื่อนไขค่าจัดส่งที่แตกต่างกัน พ่อค้าแม่ค้าต้องศึกษากฎเกณฑ์และคำนวณต้นทุนส่วนนี้บวกเข้าไปในแผนธุรกิจเสมอเพื่อไม่ให้ขาดทุนกำไร
4. เตรียมทีมงานและการตอบคำถาม
ความไวในการตอบแชทมีผลอย่างมากต่อการปิดการขายและการให้คะแนนร้านค้า ควรเตรียมข้อความตอบกลับอัตโนมัติหรือสคริปต์ตอบคำถามที่พบบ่อยเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็ว
Q&A และ FAQ | แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ (Online Platform)
ไม่มีช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจครับ แนะนำให้เลือกจากพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก เช่น หากเน้นลูกค้าวัยรุ่นอาจจะไปทาง TikTok Shop แต่ถ้าเน้นความน่าเชื่อถืออาจจะเน้นมาร์เก็ตเพลสและมีเว็บไซต์ส่วนตัวควบคู่ไปด้วย
การขายออฟไลน์คือการมีหน้าร้านจริงที่ลูกค้าเดินเข้ามาจับสินค้าได้ ส่วนช่องทางออนไลน์คือการขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลกตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่หน้าร้านครับ
เกือบทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Shopee Lazada TikTok Shop หรือ Facebook เปิดให้พ่อค้าแม่ค้าสมัครเปิดร้านได้ฟรีโดยไม่มีค่าแรกเข้า แต่อาจจะมีเรื่องค่าธรรมเนียมเมื่อเกิดการสั่งซื้อตามเงื่อนไขของแต่ละแห่ง
เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมอยู่ตลอดเวลา การมีเว็บไซต์ของตัวเองเปรียบเสมือนการมีบ้านที่มั่นคง ปลอดภัยจากการถูกปิดกั้นการมองเห็น และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในระยะยาว
ทางออกที่คุ้มค่าที่สุดคือการเลือกใช้บริการคลังสินค้าแบบ Fulfillment ที่ช่วยดูแลเรื่องการจัดเก็บ แพ็ค และจัดส่งสินค้าให้ทั้งหมด ซึ่งช่วยลดความวุ่นวายหลังบ้าน และทำให้ร้านค้าจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วทันใจลูกค้าเสมอ
ขายสินค้าออนไลน์ ทุกแพลตฟอร์ม จัดการหลังบ้านอย่างไรไม่ให้พัง
เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต หลายร้านมักจะเปิดช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มเพื่อกวาดลูกค้าให้ได้มากที่สุด แต่ผลที่ตามมาคือการตอบแชทไม่ทัน ออเดอร์ตกหล่น และปัญหาเรื่องการตัดสต๊อกสินค้าไม่ตรงกันจนส่งของผิดพลาด
หากคุณกำลังเจอปัญหานี้ การเรียนรู้การทำงานของ ระบบ OMS จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีรวบรวมคำสั่งซื้อจากทุกช่องทางไว้ในหน้าจอเดียวอย่างเป็นระบบ และหากเริ่มเจอปัญหาพื้นที่เก็บของไม่พอหรือแพ็คของไม่ทัน การตัดภาระไปให้ บริษัทรับแพ็คสินค้า ที่มีบริการ คลังสินค้าออนไลน์ ครบวงจรคอยดูแลเรื่องจัดเก็บ แพ็ค และส่งมอบให้ถึงมือลูกค้า จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและมีแรงไปโฟกัสกับการทำการตลาดเพื่อดันยอดขายได้อย่างเต็มที่
ติดต่อเรา PACKHAI : Packhai.com/contact
เบอร์โทร : 097-267-9487
เฟสบุ๊ค : Packhaiofficial
อีเมล : [email protected]
ไลน์ : @packhai
ยูทูป : PACKHAI Fulfillment
ติ๊กตอก : @packhai




