โกยยอดแคมเปญ 1.1 วางระบบร้านค้าออนไลน์สำหรับมือใหม่ ขายดีตั้งแต่ต้นปี

หลังผ่านแคมเปญปลายปี ร้านค้าออนไลน์ยังมี โปร 1.1 เป็นอีกจังหวะสำหรับเปิดยอดขายรับปีใหม่ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือสภาพร้านหลังผ่าน 11.11 และ 12.12 อาจไม่เหมือนเดิม สินค้าบางตัวเหลือน้อย บางตัวค้างสต๊อก อุปกรณ์แพ็คอาจต้องเติม และยอดสินค้าในระบบอาจคลาดเคลื่อนจากของจริง การเตรียม 1.1 จึงไม่ใช่แค่ตั้งส่วนลดใหม่ แต่เป็นโอกาสจัดระเบียบหลังบ้านก่อนเริ่มขายต่อทั้งปี

โปร 1.1 คืออะไร ทำไมร้านค้าไม่ควรใช้แผนเดิมจากปลายปีทันที

Contents hide

โปร 1.1 คือแคมเปญโปรโมชั่นวันที่ 1 มกราคม ซึ่งร้านค้าออนไลน์สามารถใช้เป็นช่วงเปิดยอดขายของปีใหม่ แต่การเตรียมร้านสำหรับ 1.1 มีเงื่อนไขต่างจากแคมเปญก่อนหน้า เพราะเพิ่งผ่านช่วงขายหนักปลายปีมาไม่นาน

แทนที่จะเริ่มด้วยคำถามว่า “ปีใหม่นี้จะลดกี่เปอร์เซ็นต์” ร้านควรเริ่มจากการดูว่าสภาพธุรกิจหลังจบปีเก่าเป็นอย่างไร สินค้าเหลือจริงเท่าไร ตัวไหนยังขายต่อได้ ตัวไหนไม่ควรเติมเพิ่ม และขั้นตอนไหนของหลังบ้านมีปัญหาตอนยอดพุ่ง

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การวางโปรต้นปีอิงจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าการคาดเดา และยังนำไปใช้วางแผนสต๊อกในเดือนถัด ๆ ไปได้ด้วย

1.1 Promotion

ก่อนเปิดโปร 1.1 ลองย้อนดูข้อมูลร้านจากปีก่อน

ยอดขายรวมเพียงตัวเลขเดียวไม่ได้บอกว่าร้านทำงานได้ดีแค่ไหน ร้านหนึ่งอาจขายเพิ่มขึ้นมากแต่กำไรลด ขณะที่อีกร้านยอดใกล้เคียงเดิมแต่มีสินค้าค้างคลังน้อยลง ดังนั้นก่อนกำหนดแผน 1.1 ควรย้อนดูข้อมูลเป็นรายสินค้าและรายช่องทาง

1. สินค้าไหนทำยอดขายได้จริง

เริ่มจากดู SKU ที่สร้างยอดขายสูง ไม่ใช่ดูเฉพาะสินค้าที่มีจำนวนออเดอร์เยอะ เพราะสินค้าราคาต่ำอาจขายหลายชิ้นแต่สร้างกำไรน้อยกว่าสินค้าอีกกลุ่ม ข้อมูลตรงนี้ช่วยตัดสินใจได้ว่าตัวไหนควรมีสต๊อกพร้อมขายต่อช่วงต้นปี

2. ตัวไหนขายดีเฉพาะตอนลดราคา

หากสินค้าบางตัวแทบไม่เคลื่อนไหวในวันปกติ แต่ยอดขึ้นเฉพาะช่วงลดแรง อย่าเพิ่งตีความว่าเป็นสินค้าขายดี ควรดูควบคู่กับกำไรและต้นทุนโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจเติมสินค้าเข้าคลังอีกครั้ง

3. สินค้าอะไรเหลือค้างหลังสิ้นปี

หลังแคมเปญใหญ่ควรตรวจสินค้าคงเหลืออีกครั้ง โดยเฉพาะ SKU ที่เตรียมไว้สำหรับ 11.11 และ 12.12 แต่ขายต่ำกว่าเป้า หากมีจำนวนเหลือมาก การนำมาจัดชุดหรือทำโปรต่อใน 1.1 อาจเหมาะกว่าสั่งสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม

4. ช่องทางไหนสร้างออเดอร์มากที่สุด

Shopee, Lazada, TikTok Shop, เว็บไซต์ และ Social Commerce อาจให้ผลไม่เท่ากัน ร้านควรดูว่ายอดขายจริงมาจากช่องทางไหน เพื่อจัดสรรสินค้า งบโปรโมชั่น และกำลังทีมให้สัมพันธ์กับช่องทางที่สร้างยอดจริง

หากร้านเริ่มขายพร้อมกันหลายแพลตฟอร์ม การทำความเข้าใจ รูปแบบการขายแบบ Multi-channel จะช่วยให้เห็นภาพว่าการเพิ่มช่องทางขายส่งผลต่อการจัดการออเดอร์และสต๊อกหลังบ้านอย่างไร

5. ช่วงไหนหลังบ้านเริ่มรับไม่ไหว

อย่าดูเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหน้าร้าน ย้อนดูด้วยว่าตอนออเดอร์สูงสุด ทีมเริ่มติดปัญหาที่ขั้นตอนไหน เช่น หาสินค้าไม่เจอ หยิบช้า แพ็คไม่ทัน หรือพิมพ์ข้อมูลจัดส่งผิด เพราะจุดเหล่านี้อาจกลับมาเกิดอีกเมื่อเริ่มแคมเปญใหม่

Flash Sale Shopee 1.1

สต๊อกต้นปีไม่ควรใช้ตัวเลขเดียวกับช่วง 12.12

ยอดขายช่วงปลายปีอาจสูงกว่าวันปกติมาก หากนำตัวเลขนั้นมาใช้เป็นฐานสั่งสินค้าต้นปีทันที ร้านมีโอกาสเติมของมากเกินความต้องการจริง โดยเฉพาะสินค้าที่ขายดีเพราะโปรโมชั่นหรือเทศกาล

1. นับสินค้าจริงหลังจบแคมเปญปลายปี

หลังผ่านช่วงที่สินค้าหมุนเร็ว ควรตรวจว่าจำนวนในระบบตรงกับของที่อยู่บนชั้นจริงหรือไม่ หากพบยอดไม่ตรงควรหาสาเหตุก่อนเติมสินค้า เพราะความคลาดเคลื่อนเดิมจะถูกส่งต่อไปยังรอบสต๊อกใหม่

ร้านที่มี SKU จำนวนมากสามารถนำแนวคิดเรื่อง การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory) มาใช้จัดระเบียบข้อมูลก่อนเริ่มรอบขายใหม่ได้

2. แยก Fast Moving Product ออกจากสินค้าที่ขายปกติ

สินค้าที่เคลื่อนไหวเร็วควรได้รับความสำคัญเรื่องความพร้อมขายมากกว่าสินค้าทั่วไป เพราะของหมดเพียงไม่กี่วันอาจทำให้เสียโอกาสขาย การรู้ว่า สินค้าแบบไหนจัดเป็น Fast Moving Product จะช่วยให้ร้านจัดลำดับการเติมสินค้าได้ดีขึ้น

3. จับตาสินค้าที่เริ่มกลายเป็น Slow Moving

อีกด้านหนึ่งคือสินค้าที่มีอยู่แต่เคลื่อนไหวน้อย หากยังสั่งเพิ่มตามจำนวนเดิมทุกเดือน พื้นที่คลังและเงินทุนจะค่อย ๆ ถูกใช้ไปกับสินค้าที่ขายออกช้า การแยก สินค้าที่มีอัตราการเคลื่อนไหวต่ำ ออกจากกลุ่มขายเร็วจึงควรทำตั้งแต่ต้นปี

4. เช็กว่ามีสินค้า Over Stock หรือไม่

ของเยอะไม่ได้แปลว่าร้านพร้อมขายเสมอไป หากสินค้าบาง SKU มีมากกว่าความต้องการเป็นเวลานาน ร้านต้องแบกรับทั้งพื้นที่และเงินทุนที่จมอยู่กับสต๊อก การตรวจ ปัญหาสินค้ามากเกินความต้องการหรือ Over Stock จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าตัวไหนควรชะลอการเติมและตัวไหนควรเร่งระบาย

5. กันสต๊อกสำรองเฉพาะสินค้าที่จำเป็น

ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Safety Stock ให้ทุก SKU เท่ากัน สินค้าที่ขายเร็ว เติมของใช้เวลานาน หรือมีความต้องการสม่ำเสมอควรได้รับการพิจารณาก่อน ขณะที่สินค้าที่เคลื่อนไหวช้า การกันของเพิ่มอาจยิ่งทำให้ต้นทุนสต๊อกสูงขึ้น

6. กำหนดจุดเติมสินค้าใหม่

แทนที่จะรอจนสินค้าเกือบหมดแล้วค่อยสั่ง ร้านสามารถกำหนดระดับที่เมื่อสต๊อกลดถึงจุดหนึ่งจะต้องเริ่มเติมสินค้า โดยคำนึงถึงยอดขายเฉลี่ยและระยะเวลาที่ใช้ในการนำของเข้าคลัง หลักของ Reorder Point หรือจุดสั่งซื้อสินค้าใหม่ จึงมีประโยชน์กับร้านที่ต้องบริหารหลาย SKU พร้อมกัน

เช็กสต๊อกใหม่ก่อนเริ่มรอบขายต้นปี

อย่าใช้ยอดช่วง 12.12 เป็นฐานสั่งสินค้าแบบตรง ๆ ควรดูพฤติกรรมของแต่ละ SKU ก่อน

นับสต๊อกจริง เช็กของบนชั้นให้ตรงกับจำนวนในระบบ
แยกสินค้าขายเร็ว ให้ความสำคัญกับ SKU ที่หมุนเร็วและขาดไม่ได้
จับตาสินค้าขายช้า ลดการเติมของที่เคลื่อนไหวน้อยเกินจำเป็น
ตรวจ Over Stock ดูว่าสินค้าไหนมีมากเกินความต้องการจริง
กัน Safety Stock เท่าที่จำเป็น ไม่ต้องสำรองทุก SKU ในปริมาณเท่ากัน
ตั้งจุดสั่งซื้อใหม่ กำหนด Reorder Point ตามยอดขายและ Lead Time

เป้าหมายคือให้ต้นปีมีสต๊อกพอดีกับยอดขายจริง ไม่เหลือมากเกินไป และไม่ขาดใน SKU ที่ขายต่อเนื่อง

ออเดอร์แรกของปีอย่าให้สะดุดเพราะหลังบ้านยังไม่พร้อม

หลังจัดการสต๊อกแล้ว สิ่งต่อมาที่ควรทดสอบคือเส้นทางของออเดอร์จริง ตั้งแต่ลูกค้ากดซื้อจนพัสดุพร้อมส่ง เพราะปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะตอนแพ็คเท่านั้น

หนึ่งออเดอร์อาจต้องผ่านการรับคำสั่งซื้อ ตรวจสอบการชำระเงิน ตัดสต๊อก สร้างรายการหยิบสินค้า ตรวจสินค้า แพ็ค พิมพ์ข้อมูลจัดส่ง และส่งต่อให้บริษัทขนส่ง หากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งทำงานช้า ออเดอร์ทั้งหมดที่ตามมาก็สามารถสะสมอยู่ที่จุดเดียวกันได้

ก่อนเริ่ม 1.1 ร้านจึงควรลองไล่ ขั้นตอนการจัดการออเดอร์ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อ เพื่อหาว่ามีงานตรงไหนที่ยังทำซ้ำด้วยมือหรือพึ่งพาคนใดคนหนึ่งมากเกินไป

ขายหลายช่องทางในปีใหม่ ต้องระวังสต๊อกก้อนเดียวแต่หลายหน้าร้าน

การเพิ่มช่องทางขายช่วยเพิ่มโอกาสเจอลูกค้า แต่หลังบ้านก็ซับซ้อนขึ้นตาม หากสินค้าชิ้นเดียวกันถูกเปิดขายพร้อมกันหลายแพลตฟอร์ม ร้านต้องรู้ให้เร็วพอว่าสินค้าถูกขายออกจากช่องทางใดไปแล้ว

1. ออเดอร์เข้าพร้อมกัน แต่สินค้ามีอยู่ก้อนเดียว

ถ้าหน้าร้านแต่ละแพลตฟอร์มแสดงจำนวนสินค้าแยกกัน ทั้งที่หยิบสินค้าจากคลังเดียวกัน อาจเกิดกรณีลูกค้าซื้อ SKU เดียวกันพร้อมกันจนยอดขายเกินของจริงได้

2. สต๊อกหน้าร้านไม่ตรงกับของในคลัง

การแก้จำนวนสินค้าด้วยมือหลายช่องทางเพิ่มโอกาสใส่ตัวเลขผิด โดยเฉพาะร้านที่มีหลายสี หลายไซซ์ หรือหลายร้อย SKU

3. ยกเลิกออเดอร์เพราะสินค้าหมด

เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้วแต่ร้านเพิ่งพบว่าสินค้าหมด ปัญหาไม่ได้จบแค่เสียยอดขาย แต่ยังเพิ่มงานให้ทีมต้องติดต่อและจัดการคำสั่งซื้อนั้นอีกครั้ง

4. ทีมเสียเวลากับการสลับหลังบ้านหลายแพลตฟอร์ม

เมื่อจำนวนช่องทางเพิ่ม การเปิดแต่ละ Seller Center เพื่อตรวจออเดอร์ทีละที่เริ่มไม่เหมาะกับร้านที่มีปริมาณคำสั่งซื้อสูง การใช้ระบบจัดการออเดอร์หลายช่องทางจากศูนย์กลางเดียว สามารถช่วยลดงานซ้ำและทำให้ทีมเห็นภาพคำสั่งซื้อรวมได้ง่ายขึ้น

คลังสินค้าออนไลน์
เก็บ-แพ็ค-ส่ง ครบวงจร

หมดปัญหาแพ็คไม่ทัน สต๊อกพัง พื้นที่เต็ม! ให้ Packhai ดูแลร้านค้าหลังบ้านด้วยระบบมืออาชีพ จัดเก็บปลอดภัย แพ็คของแน่นหนา และจัดส่งรวดเร็ว จ่ายตามจริง ไม่มีขั้นต่ำ เพื่อให้คุณมีเวลาโฟกัสยอดขายได้เต็ม 100%

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ / สอบถามราคา ➔
Packhai Fulfillment System
PACKHAI SYSTEM

หมดปัญหาของหาย สต๊อกพัง!
ด้วยระบบ WMS แม่นยำ

เปลี่ยนการจดมือและ Excel ให้เป็นระบบอัตโนมัติ ให้คุณรู้ความเคลื่อนไหวของสินค้าทุกชิ้นแบบ Real-time ตัดสต๊อกแม่นยำ แจ้งเตือนเมื่อของใกล้หมด จบปัญหาการหาสินค้าไม่เจอ (ลูกค้า Packhai ใช้ฟรี!)

ดูฟีเจอร์ระบบ WMS ทั้งหมด ➔
Packhai WMS System
PACKHAI WMS

จัดการทุกออเดอร์ในที่เดียว!
เชื่อมต่อทุก Marketplace

รวบรวมคำสั่งซื้อจากทุกช่องทาง เชื่อมต่อ API ดึงออเดอร์อัตโนมัติจาก Shopee, Lazada, TikTok และ Social Media จบปัญหานั่งคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาด แอดมินทำงานง่ายขึ้น 100%

ดูฟีเจอร์ระบบ OMS ทั้งหมด ➔
Packhai OMS System
PACKHAI OMS

จากออเดอร์แรกของปีจนถึงพัสดุพร้อมส่ง จุดไหนพลาดได้บ้าง

การมีระบบไม่ได้ช่วยหากกระบวนการจริงยังไม่ชัด ร้านควรไล่ดู Order Flow ทีละขั้น และกำหนดว่าใครรับผิดชอบอะไร โดยเฉพาะวันที่ออเดอร์มากกว่าปกติ

1. รับออเดอร์

ตรวจว่าคำสั่งซื้อจากทุกช่องทางเข้าสู่กระบวนการครบหรือไม่ และมีวิธีแยกออเดอร์ใหม่ ออเดอร์ที่ชำระแล้ว และรายการที่ต้องตรวจสอบอย่างไร

2. ตรวจจำนวนสินค้า

ก่อนส่งงานให้คลัง ต้องมั่นใจว่าสินค้ามีพอสำหรับคำสั่งซื้อ หากระบบรับออเดอร์กับข้อมูลสต๊อกทำงานคนละส่วน จุดนี้จะเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงของการขายเกินสต๊อก

3. หยิบสินค้า

เมื่อมีออเดอร์จำนวนมาก การเดินหยิบตามความเคยชินอาจเสียเวลาและหยิบผิดได้ง่ายขึ้น การวาง ขั้นตอน Order Picking ให้เหมาะกับงานในคลัง ช่วยให้ร้านมองเห็นว่าควรจัดลำดับการหยิบอย่างไรเมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น

4. ตรวจสินค้าอีกครั้ง

ก่อนลงกล่องควรตรวจ SKU รุ่น สี ไซซ์ และจำนวนให้ตรงกับคำสั่งซื้อ การเพิ่มจุด QC สั้น ๆ ก่อนแพ็คใช้เวลาน้อยกว่าการตามแก้สินค้าผิดหลังส่งออกไปแล้ว

5. แพ็คตามประเภทสินค้า

สินค้าแตกง่าย เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และสินค้าอาหารไม่ควรใช้วิธีแพ็คแบบเดียวกันทั้งหมด วัสดุและขนาดกล่องควรสัมพันธ์กับสินค้าและรูปแบบการขนส่ง

6. ตรวจชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลจัดส่ง

ข้อมูลผู้รับผิดเพียงจุดเดียวอาจทำให้พัสดุตีกลับหรือส่งผิดคน ร้านที่ยังคัดลอกข้อมูลด้วยมือควรให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษเมื่อออเดอร์เพิ่มขึ้น

7. ส่งต่อพัสดุให้ขนส่งตามรอบ

หลังแพ็คเสร็จควรแยกพัสดุตามผู้ให้บริการและรอบรับสินค้าให้ชัด ไม่เช่นนั้นออเดอร์ที่แพ็คเสร็จแล้วอาจยังค้างอยู่ในร้านโดยไม่ได้ส่งออกตามกำหนด

ระบบ WMS คืออะไร และบริการจัดการสต๊อก Packhai

ทดลองใช้บริการ Fulfillment

Fulfillment ตัวช่วยคนขายของออนไลน์ ที่ช่วยลดต้นทุนการขายสินค้า ลดเวลาการทำงาน มีเวลาโฟกัสยอดขายได้มากขึ้น

สมัครใช้บริการ คลิกดูค่าบริการ

ระบบ Fulfillment Packhai ราคา

ทดลองใช้บริการ Fulfillment

Fulfillment ตัวช่วยคนขายของออนไลน์ ที่ช่วยลดต้นทุนการขายสินค้า ลดเวลาการทำงาน มีเวลาโฟกัสยอดขายได้มากขึ้น

สมัครใช้บริการ คลิกดูค่าบริการ

สต๊อกเยอะขึ้น SKU เยอะขึ้น ถึงเวลาจัดคลังใหม่หรือยัง

ปัญหาคลังมักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ชัดขึ้นเมื่อธุรกิจโต จากเดิมที่ทีมจำได้ว่าสินค้าอยู่ชั้นไหน เมื่อ SKU เพิ่มขึ้น การพึ่งความจำจะเริ่มทำให้ค้นหาของช้าและสอนพนักงานใหม่ยาก

ร้านควรเริ่มพิจารณาทั้งตำแหน่งจัดเก็บ รหัสสินค้า เส้นทางหยิบ และวิธีอัปเดตจำนวนคงเหลือ หากการตรวจสต๊อกแต่ละครั้งใช้เวลานานขึ้นเรื่อย ๆ หรือยอดในระบบไม่ตรงกับของจริงบ่อยครั้ง การมี ระบบช่วยบริหารสินค้าและการทำงานในคลัง จะมีประโยชน์มากกว่าการเพิ่มชั้นวางเพียงอย่างเดียว

Fulfillment Packhai

โตต่อทั้งปี หรือแค่ทำให้ทีมเหนื่อยกว่าเดิม ? เช็กหลังบ้านหลังจบ 1.1

หลังจบโปรอย่าดูเฉพาะยอดขาย แต่ควรเช็กด้วยว่าทีมใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้นแค่ไหน เพราะยอดที่โตขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าหลังบ้านมีประสิทธิภาพขึ้นตาม

1. ออเดอร์เพิ่ม แต่งานเพิ่มมากกว่าเดิม

หากยอดขายเพิ่ม แต่ทีมต้องทำงานนานขึ้นมากหรือเพิ่มคนหลายคน อาจเป็นสัญญาณว่า Process เดิมเริ่มรองรับไม่ไหว

2. แพ็คผิดและส่งไม่ทันบ่อยขึ้น

เช็กออเดอร์ที่หยิบผิด แพ็คผิด หรือพัสดุออกไม่ทันรอบ หากเพิ่มขึ้นตามยอดขาย ควรหาจุดที่เป็นคอขวดของงาน

3. สต๊อกเริ่มคลาดเคลื่อน

ถ้าต้องแก้จำนวนสต๊อกบ่อย สินค้าหาไม่เจอ หรือของจริงไม่ตรงกับระบบ ควรจัดการก่อนเข้าสู่แคมเปญถัดไป

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ร้านตัดสินใจได้ว่าควรปรับขั้นตอน เพิ่มระบบ หรือเปลี่ยนวิธีจัดการหลังบ้านตรงไหน

เมื่อไรควรหยุดแพ็คเอง แล้วให้ Fulfillment รับช่วงต่อ

ไม่ใช่ทุกร้านที่ออเดอร์เยอะแล้วต้องใช้ Fulfillment แต่ถ้าหลังบ้านเริ่มกินทั้งเวลา คน และพื้นที่จนกระทบการขาย ก็ควรเริ่มเปรียบเทียบทางเลือก

1. พื้นที่เก็บและแพ็คเริ่มไม่พอ

สินค้าเพิ่มจนหาของยาก พื้นที่แพ็คแคบ หรือจำเป็นต้องขยายคลัง

2. ต้องเพิ่มคนทุกครั้งที่ยอดพุ่ง

ช่วงแคมเปญต้องเพิ่มทีมเพื่อหยิบและแพ็ค แต่หลังจบโปรกลับมีกำลังคนเกินความจำเป็น

3. แพ็คไม่ทันรอบขนส่ง

ขายได้มากขึ้น แต่ออเดอร์ค้างและส่งออกไม่ทันจนเริ่มกระทบลูกค้า

4. งานหลังบ้านกินเวลางานขาย

เจ้าของร้านต้องใช้เวลาไปกับรับของ หยิบ แพ็ค และจัดส่ง จนมีเวลาทำการตลาดหรือพัฒนาร้านน้อยลง

หากเริ่มเจอหลายข้อพร้อมกัน การใช้ บริการ Fulfillment สำหรับเก็บ แพ็ค และจัดส่งสินค้า อาจช่วยรองรับออเดอร์ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องขยายพื้นที่และทีมแพ็คเองทุกครั้งที่ยอดโต

FAQ คำถามเกี่ยวกับโปร 1.1 สำหรับร้านค้าออนไลน์

โปร 1.1 คือแคมเปญโปรโมชั่นในวันที่ 1 มกราคม ซึ่งร้านค้าออนไลน์สามารถใช้เป็นช่วงเปิดยอดขายรับปีใหม่ โดยอาจจัดส่วนลด Bundle สินค้า หรือโปรโมชั่นตามช่องทางที่ร้านขายอยู่

ควรเริ่มจากตรวจจำนวนสินค้าจริงหลังจบแคมเปญปลายปี แยกสินค้าขายเร็วและขายช้า แล้วจึงวางจำนวนที่จะนำเข้าร่วมโปรโมชั่น ไม่ควรใช้ยอดสต๊อกจากก่อน 12.12 โดยไม่ตรวจใหม่

ไม่จำเป็นทุกสินค้า ควรดูยอดคงเหลือ ความเร็วในการขาย และระยะเวลาเติมสินค้าของแต่ละ SKU ก่อน เพราะการเติมตามยอดขายช่วง 12.12 อาจทำให้มีสินค้าเกินความต้องการในช่วงต้นปี

ทำได้หากสินค้ายังมีความต้องการและ Margin รองรับส่วนลด แต่ควรแยกให้ออกว่าสินค้านั้นขายช้าเพราะราคา โปรโมชั่น หรือความต้องการลดลง ไม่ควรลดราคาโดยไม่มีข้อมูลประกอบ

ควรมีข้อมูลสต๊อกกลางที่อัปเดตตามคำสั่งซื้อจากแต่ละช่องทาง และลดการแก้จำนวนสินค้าด้วยมือ หากจำนวนช่องทางและออเดอร์เพิ่มมากขึ้น ระบบ OMS และการเชื่อมข้อมูลสต๊อกจะช่วยลดงานซ้ำได้

ควรเริ่มพิจารณาเมื่อการหาสินค้า ตรวจสต๊อก และจัดการตำแหน่งเก็บเริ่มใช้เวลามากขึ้น มีความคลาดเคลื่อนบ่อย หรือทีมต้องพึ่งความจำของพนักงานบางคนในการทำงาน

ไม่จำเป็นเสมอไป ควรดูว่าทีมและพื้นที่ปัจจุบันรองรับ Peak Order ได้หรือไม่ หากต้องเพิ่มคนและพื้นที่จำนวนมากเพื่อรองรับยอดเพียงบางช่วง การเปรียบเทียบต้นทุนกับ Fulfillment จะช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดขึ้น

เริ่มปีใหม่ด้วยหลังบ้านที่พร้อมโต ไม่ใช่แค่ยอดขายที่สูงขึ้น

โปร 1.1 ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงการลดราคาเพื่อเปิดยอดแรกของปี หากร้านใช้ช่วงนี้ทบทวนข้อมูลจากปีเก่า จัดสต๊อกใหม่ แยกสินค้าขายเร็วและขายช้า ตรวจ Order Flow และหาคอขวดของคลังไปพร้อมกัน สิ่งที่ได้หลังจบแคมเปญจะมากกว่ายอดขายเพียงไม่กี่วัน เพราะร้านจะมีข้อมูลสำหรับวางแผนการทำงานในเดือนต่อ ๆ ไปด้วย

เมื่อจำนวนออเดอร์ SKU และช่องทางขายเพิ่มขึ้นจนการจัดการด้วยวิธีเดิมเริ่มเป็นภาระ แพ็กให้ ตัวช่วยดูแลระบบหลังบ้านของร้านค้าออนไลน์ มีทั้ง OMS, WMS และ Fulfillment รองรับตั้งแต่การจัดการคำสั่งซื้อและสต๊อก ไปจนถึงการเก็บ แพ็ค และจัดส่ง เพื่อให้การเพิ่มยอดขายไม่ต้องแลกกับปัญหาหลังบ้านที่เพิ่มตามมา

ติดต่อเรา PACKHAI : Packhai.com/contact

เบอร์โทร : 097-267-9487

เฟสบุ๊ค : Packhaiofficial

อีเมล : [email protected]

ไลน์ : @packhai

ยูทูป : PACKHAI Fulfillment

ติ๊กตอก : @packhai